04 มิถุนายน 2569

PGT คืออะไร? การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนย้ายกลับ ช่วยอะไรในการทำ IVF

คำตอบสั้นสำหรับผู้ที่กำลังศึกษา PGT

PGT (Preimplantation Genetic Testing) คือการตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรมของตัวอ่อนที่ได้จากกระบวนการ IVF ก่อนการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

วัตถุประสงค์หลักของ PGT คือการช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่มีความสมบูรณ์ทางพันธุกรรมในขอบเขตที่สามารถตรวจได้ เพื่อสนับสนุนการวางแผนการรักษาและช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติทางพันธุกรรมบางประเภท

PGT ทำงานอย่างไร

หลังจากตัวอ่อนพัฒนาถึงระยะ Blastocyst

นักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อนจะเก็บเซลล์จำนวนเล็กน้อยจากชั้นนอกของตัวอ่อนเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรม

ตัวอ่อนจะถูกแช่แข็งระหว่างรอผลตรวจ

เมื่อผลการตรวจเสร็จสมบูรณ์ ทีมแพทย์จะนำข้อมูลมาประกอบการวางแผนเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการย้ายกลับ

PGT มีกี่ประเภท

PGT-A

Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidy

ใช้ตรวจจำนวนโครโมโซมของตัวอ่อน

ช่วยระบุความผิดปกติของโครโมโซมบางประเภท เช่น

  • Trisomy 21 (Down Syndrome)
  • Trisomy 18
  • Trisomy 13

PGT-A เป็นประเภทที่ใช้บ่อยที่สุดในการรักษา IVF

PGT-M

Preimplantation Genetic Testing for Monogenic Disorders

ใช้สำหรับคู่สมรสที่เป็นพาหะหรือมีประวัติโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากยีนเดี่ยว

ตัวอย่างเช่น

  • ธาลัสซีเมีย
  • Cystic Fibrosis
  • Spinal Muscular Atrophy (SMA)

PGT-SR

Preimplantation Genetic Testing for Structural Rearrangements

เหมาะสำหรับคู่สมรสที่มีความผิดปกติของโครงสร้างโครโมโซม

เช่น

  • Balanced Translocation
  • Robertsonian Translocation

ใครบ้างที่อาจได้รับประโยชน์จาก PGT

PGT อาจเป็นทางเลือกที่แพทย์พิจารณาในกรณีต่อไปนี้

อายุ 35 ปีขึ้นไป

ความเสี่ยงของความผิดปกติของโครโมโซมเพิ่มขึ้นตามอายุ

เคยแท้งซ้ำหลายครั้ง

ในบางกรณี ความผิดปกติของโครโมโซมอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

เคยทำ IVF หลายรอบแต่ไม่สำเร็จ

PGT อาจช่วยเพิ่มข้อมูลในการวางแผนการรักษารอบถัดไป

มีประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว

อาจพิจารณา PGT-M ตามคำแนะนำของแพทย์

PGT ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของ IVF หรือไม่

PGT ไม่ได้รับประกันการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางกลุ่ม PGT อาจช่วย

  • สนับสนุนการคัดเลือกตัวอ่อน
  • ลดโอกาสการย้ายตัวอ่อนที่มีความผิดปกติของโครโมโซม
  • ช่วยวางแผนการรักษาได้แม่นยำมากขึ้น

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • อายุผู้ป่วย
  • คุณภาพไข่
  • คุณภาพอสุจิ
  • สุขภาพมดลูก
  • คุณภาพตัวอ่อน

เทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจ PGT

Next Generation Sequencing (NGS)

เทคโนโลยีวิเคราะห์สารพันธุกรรมความละเอียดสูง

สามารถตรวจสอบโครโมโซมได้อย่างครอบคลุมและแม่นยำ

Karyomapping

เทคนิคที่ช่วยวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมบางประเภทที่เกิดจากยีนเดี่ยว

ใช้ในกรณีที่มีการวางแผนทำ PGT-M

PGT ร่วมกับเทคโนโลยี IVF สมัยใหม่

ที่ Inspire IVF มีการนำเทคโนโลยีหลายรูปแบบมาใช้ร่วมกัน เช่น

  • AI Embryo Assessment
  • EmbryoScope Time-Lapse Monitoring
  • ICSI
  • Telemedicine Consultation
  • Genetic Counseling

เพื่อสนับสนุนการวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ผู้ป่วยต่างชาติเลือกประเทศไทยเพื่อทำ PGT เพราะอะไร

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้าน Fertility Treatment ของเอเชีย

ปัจจัยที่ผู้ป่วยต่างชาติให้ความสำคัญ ได้แก่

  • เทคโนโลยีด้าน IVF และ PGT
  • ทีมแพทย์เฉพาะทาง
  • ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล
  • International Patient Services
  • ความสะดวกในการเดินทาง

มาตรฐานที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกคลินิก IVF และ PGT

นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ควรพิจารณามาตรฐานด้านคุณภาพ เช่น

  • AACI Accreditation
  • TEMOS Certification
  • ISO 9001 Quality Management System

มาตรฐานเหล่านี้สะท้อนถึงระบบคุณภาพ ความปลอดภัย และการดูแลผู้ป่วยในระดับสากล

สรุป

PGT เป็นเทคโนโลยีทางพันธุกรรมที่ใช้ร่วมกับ IVF เพื่อช่วยประเมินตัวอ่อนก่อนการย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

การตรวจ PGT อาจช่วยสนับสนุนการวางแผนการรักษาในผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเพิ่มขึ้น เคยแท้งซ้ำ หรือมีประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ PGT ควรได้รับการประเมินและคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพและเป้าหมายการรักษาของแต่ละบุคคล

*ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย และไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถรับประกันการตั้งครรภ์หรือการคลอดบุตรที่สมบูรณ์ได้ 100%